บางครั้งการที่คนสองคนทะเลาะกันมันก็เกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่นการเข้าใจผิด การไม่พูดคุยกัน คำพูดที่บางครั้งทำให้ผู้ที่ฟังเกิดการเข้าใจผิดได้ เป็นต้น
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่เมื่อเกิดขึ้นเเล้ว ก้ควรที่จะปรับความเข้าใจกัน ไม่ใช่ว่าต่างคนก็ต่างหันหลังให้แก่กัน ไม่ยอมพูดคุยกัน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะ ทำให้มิตรภาพที่เคยมีนั้นกลับมาได้แม้เเต่นิดเดียว
แต่ในบางกรณี อีกคนหนึ่งยอมอ่อนข้อให้แล้ว แต่อีดฝ่ายหนึ่งก็เงียบเฉย เมินเฉยต่ออีกคน อาจจะทำให้อีกคนหนึ่งนั้นเกิด อาการที่เรียกว่าท้อ แล้วเขาก็จะค่อยๆก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆจนไม่สามรถที่จะมองเห็นกันได้อีก
ซึ่งถ้าคนที่เมินเฉย ในขณะที่อีกคนยอมอ่อนข้อให้เเล้ว ถ้าจะมาคิดได้ในภายหลังนั้นบางครั้งก็อาจจะสายเกินแก้ เพราะใน ขณะที่อีกคนนั้นเดินถอยหลัง เขาจะค่อยๆสร้างกำเเพง ทีละนิดๆ ไปด้วยซึ้งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็จะไม่มีหนทางที่จะนำเขาหรือเธอคนนั้นกลับมาอยู่ที่เดิมได้อีก ยิ่งกำเเพงที่สร้างนั้นหนามากเท่าไหร่ เมื่อคนที่เมินเฉยที่เพิ่งรู้สึกตัว และกำลังพังกำเเพงนั้น เขาก่อ เราทำลาย ไปเรื่อยๆตลอดเวลา เท่ากับว่าเขาปิดกั้นในการรับใครคนนั้นที่ คิดดีแล้วว่า ควรห่างออกมาเสียดีกว่า เพราะใกล้ไปเขาก็ไม่สน คนที่สร้างกำเเพงนั้นอยากนักที่จะเข้าถึง เพราะเมื่อเขาปิดตายสำหรับ ใครสักคนเเล้ว เขาก็จะไม่รับรู้อะไรเกี่ยวกับอีกคนนั้นเลย
แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัย ถ้าเขาทำผิดร้ายเเรงถึงขนาดที่ยกโทษให้ไม่ได้ ถึงขั้นตัดขาดกัน มันก้อยุ่ที่คนสองคนว่า จะทำอย่างไรต่อไป ความผิดแม้ร้ายแรงเเค่ไหน แต่ถ้าเราให้อภัย เเม้ภายในใจอาจจะไม่เหมือนเดิม ก็ยังดีกว่าที่จะมาเสียใจในภายหลัง
ทางที่ดี เราควรที่จะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน ปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันจะดีกว่า ก่อนที่จะสายเกินแก้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น